-

มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นในไทยและหลายรายที่ประสบความสำเร็จ

Posted by admin on Mar 26, 2015 in ธุรกิจ

2

สตาร์ทอัพ’โมเดลแจ้งเกิดธุรกิจพันธุ์เล็กจากทุนใหญ่กระแสร้อนที่ลามจากยุโรป-สหรัฐฯ มายัง”อาเซียน”ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อยากเป็นนายตัวเองจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในไทย มีถึงประมาณ 73 ล้านเลขหมาย ฐานผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 25 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมีมากถึง 20 ล้านคน กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงของ Facebook ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ประเทศไทยมีผู้ใช้งาน Application ที่ชื่อ Line มากเป็นอันดับ 2 ของโลก สนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับการจัดอันดับเป็น The World’s Most Instagram Popular Destination 2012 ขณะที่ประเทศไทยยังติดอันดับ 15 ประเทศแรกในโลกสำหรับตลาดของ Mobile Application และเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่คือแรงผลักสำคัญดันให้ธุรกิจเกิดใหม่หรือสตาร์ทอัพ ในกลุ่มดิจิทัลของไทยที่หอมหวานสุดๆ โดยมีกลุ่มทุนไทย-เทศ เป็นแหล่งทุนสำคัญ ในการสานฝัน ปั้นธุรกิจให้กับเหล่าสตาร์ทอัพเหล่านี้ ปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ฉายภาพบรรยากาศธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา

เมื่อก่อนวงการสตาร์ทอัพบ้านเรายังเล็กมาก ไม่ค่อยโต เพราะหนึ่งเลยนักลงทุนยังไม่ค่อยมอง และสอง คนมาทำก็ยังน้อย อย่างกิจกรรมที่จัดสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพ แทบไม่มีเลย แต่ปีที่แล้วจนมาปีนี้มีอีเวนท์สตาร์ทอัพเกิดขึ้นเยอะมาก เรียกว่าโตเป็น 2-3 เท่า เป็นเทรนด์ที่ร้อนแรงจริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน เขาสำทับกับธรรมชาติของธุรกิจที่เริ่มง่ายต้นทุนต่ำอาศัยความคิดเป็นหลักสามารถเริ่มได้จากคนคนเดียวแถมยังโตเร็วและสร้างมูลค่าได้มาก เลยยิ่งปลุกความสนใจจากทั้ง คนทำและแหล่งทุนให้โดดเข้าใส่ บวกกับอานิสงส์จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกซบ จนเกิดการย้ายฐานของแหล่งเงินจากกลุ่มนักลงทุนกระเป๋าหนักจากทั่วโลก มาสู่ขุมทรัพย์ผืนใหม่และนี่เองที่จะทำให้ธุรกิจเกิดใหม่ ไม่ตกเทรนด์ ตกกระแส แม้แต่ข่าวสารการจัดกิจกรรมตามที่ต่างๆ ก็สามารถล่วงรู้ได้เท่าทัน จากการนำพาตัวเองเข้าสู่ชุมชนของคนสตาร์ทอัพเหล่านี้มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นในไทย และหลายรายที่ประสบความสำเร็จ จนกลายเป็น “ไอดอล” ให้กับน้องๆ ในวันนี้ เอาแค่ในรอบปี 2013 มีสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ได้รับทุนอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน สะท้อนภาพความร้อนแรงของวงการสตาร์ทอัพปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 
-

ทางเลือกในการทำธุรกิจ Startup อย่างก้าวกระโดด

Posted by admin on Feb 13, 2015 in ธุรกิจ

การทำธุรกิจต้องมีกำไรเพื่อสร้างความสมดุลของธุรกิจ เพราะธุรกิจคือธุรกิจ เมื่อคิดเปรียบเทียบต้นทุน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วต้องมีกำไร แต่ถ้าคำนวณแล้วไม่เห็นกำไรที่ชัดเจนก็ไม่ควรทำ หรือธุรกิจไหนที่ทำแล้วไม่คุ้มก็อาจต้องยอมขายออกไป ซึ่งจะแตกต่างกับสไตล์คนเอเชีย ที่แม้ธุรกิจจะประสบปัญหาก็ยังจะต้องรักษาธุรกิจเดิมเอาไว้ มีการปรับปรุงระบบการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสิทธิภาพรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ด้วยการนำระบบไอทีที่ทันสมัยมาเสริมเพื่อลดขั้นตอนการสั่งซื้อของ ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์ ถ้ามี 10 ขั้นตอน ก็จะต้องลดเหลือเพียง 4-5 ขั้นตอน ซึ่งเป้าหมายคือการทำให้บริษัทขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 20-30% โดยไม่ต้องเพิ่มกำลังคน

อุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การเพิ่มมูลค่าในสินค้าและบริการ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การสร้างตราสินค้า หรือการทำตลาดผ่านช่องทางใหม่ๆ เพื่อพร้อมรับสถานการณ์การแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศเพื่อนบ้าน ทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยองค์กรในการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดดคือผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบสมรรถนะของตนเองกับองค์กรอื่น ในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของตน แล้วเรียนรู้จากผู้ที่เก่งกว่าเพื่อนำแนวคิด วิธีการ และวิธีปฏิบัติไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนเอง ในขณะเดียวกัน ก็สามารถถ่ายทอดวิธีปฏิบัติที่เป็นจุดแข็งขององค์กรไปสู่องค์กรอื่นๆ เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างองค์กร

การเติบโตขึ้นจากธุรกิจขนาดเล็กเพื่อเป็นธุรกิจขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ นักธุรกิจบางคนอาจจะพอใจกับการเป็นธุรกิจขนาดเล็กและรักษาตลาดที่มีอยู่ให้ธุรกิจเดินไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้านั่นไม่เพียงพอสำหรับเรา หรือหากเราคิดว่าการอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่สามารถอยู่รอดในตลาดได้ในอนาคต เราก็ต้องตัดสินใจที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจต่อแม้ว่าจะมีความเสี่ยงก็ตาม นักบริหารต้องลงมือทำเอง โดยต้องลงลึกเข้าไปดูในรายละเอียด แม้กระทั่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ เขียนรายงานประจำปี ดีลเพิ่มทุนกับธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการหาพันธมิตร เพราะการตีโจทย์ธุรกิจนั้นไม่ยาก แต่ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน ซึ่งจะต้องเข้าใจวัฏจักรของธุรกิจด้วย การรับฟังความเห็นและไอเดียของลูกน้องเป็นหน้าที่ของทีมที่จะต้องนำเสนอผลงาน และพิสูจน์ให้เข้าใจว่ามีโอกาสทำกำไรได้ ผู้บริหารต้องไม่ยึดติดในความคิดของตนเอง บ่อยครั้งที่ต้องทำตัวเป็นคนโง่ไว้ก่อนจะได้รู้จักรับฟังความคิดของผู้อื่น

Tags:

 
-

การทำ Startup นั้นทำไมเราจึงควรเริ่มสร้างจากธุรกิจขนาดเล็ก

Posted by admin on Jan 17, 2015 in ธุรกิจ

การทำ Startup หรือธุรกิจของตนเองนั้นจะเป็นชีวิตที่สบาย ไร้กฏเกณฑ์ และประสบความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้ว การที่จะทำได้สำเร็จนั้น ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย

การทำธุรกิจ เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะทุกธุรกิจ เมื่อเริ่มต้นแล้ว ต้องมีการจ้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ก่อให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาซึ่งการแข่งขันกันในตลาดมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่อายุยังน้อย การเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว ยิ่งถ้าต้องประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดไปได้ 3-5 ปี ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะ SME ในเมืองไทยส่วนใหญ่แค่เริ่มทำธุรกิจได้ 1-2 ปี ก็พลาดท่าเสียทีกันไปนับไม่ถ้วน ดังนั้น การหาเคล็ดลับดีๆ มาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับตัวเองก่อนเริ่มธุรกิจ ก็นับเป็นไอเดียที่ไม่เลว

ทำไมเราจึงควรสร้างธุรกิจขนาดเล็ก มันมีดีอะไร แล้วเจ้าของธุรกิจจะได้อะไรจากมันบ้าง

ความคล่องตัว

เปรียบเทียบกับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จะกลับลำแต่ละทีก็ใช้เวลานาน ใช้กำลังคนจำนวนมากในขณะที่เรือลำเล็กๆ สามารถตีวงโค้งได้ด้วยคนเพียงคนเดียว

บริษัทขนาดเล็กที่มีทรัพยากรดีจะสามารถปรับตัวได้เร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังเช่นในปัจจุบัน

ข้อจำกัดขององค์กรใหญ่ๆ ส่วนมากคือพนักงานจะมีขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนเกินไป หรือต้องมีความสามารถแบบรู้ลึก รู้จริง ทำให้เกิดอาการ “เครื่องรวน” ได้เมื่อจะต้องเปลี่ยนแปลง

พนักงานขององค์กรเล็กๆ จะมีความสามารถแบบกว้างๆ คือทำได้หลายอย่าง ด้วยสภาพการณ์บีบบังคับแบบอ้อมๆ ให้ต้องเป็นพวก Multitask ดังนั้น พวกเขาจึงมีแนวโน้มว่าจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และรับเอาหน้าที่ใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากงานเดิมๆ ได้ดีกว่า

วัฒนธรรมองค์กร

การผลักดันคุณค่าบางอย่างให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร จะง่ายหรือยาก จำนวนคนก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ตำราด้านการบริหารบอกไว้ว่าการจัดการคนจำนวน 4 คนนั้นยากกว่าการจัดการคน 2 คนถึง 4 เท่า

ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคนเท่านั้น แต่ในบริษัทเล็กๆ เชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักกัน อย่างน้อยก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยๆ ในขณะที่บริษัทใหญ่ๆ เราแทบจะไม่รู้จักคนต่างแผนกเลยด้วยซ้ำ หรืออาจจะอยู่กันคนละประเทศด้วยซ้ำ

สิ่งนี้เองที่ทำให้การแชร์วิสัยทัศน์ในบริษัทสามารถทำได้ง่ายกว่า และมันส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรโดยตรง เพราะช่วยให้ทุกคนมองเห็นเป้าหมายเดียวกันได้ง่ายขึ้น

การควบคุม

สำหรับบริษัทเล็กๆ โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งจะเริ่มต้น การบริหารจัดการจะเป็นหน้าที่ของผู้ก่อตั้ง ในกรณีที่อยากจะระดมทุน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์อย่างสูง และทุกๆ อย่างก็จะพุ่งเข้าหาตัวผู้บริหาร

ดังนั้น ถ้าชอบความท้าทายและอยากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกๆ อย่างในบริษัท ธุรกิจขนาดเล็กและลีนก็จะตอบโจทย์

Tags: ,

 
-

Startup เทรนด์แรงที่ชาวออนไลน์ควรรู้

Posted by admin on Dec 4, 2014 in ธุรกิจ

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานออกมาว่ากรุงเทพมหานครถูกจัดเป็นเมืองที่มีคนใช้ Facebook มากที่สุดในโลก ทำให้ต้องมานั่งคิดกันนะคะว่าบริการ Social Network อย่าง Facebook นี่คนคิดเขาทำอย่างไรนะถึงได้สร้างบริการที่โด่งดังอย่างนี้ออกมาได้ ว่าแล้วก็เลยเปิดเข้าไปดูในประวัติของคุณ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ว่าเขาต่อสู้มาได้อย่างไร ก็พบว่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเพียง “ธุรกิจเกิดใหม่” หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ตามฝรั่งว่า “Startup” นั้นเข้มข้นน่าสนใจมากเลยค่ะเทรนด์ใหม่มาแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เรียกกันว่า “Startup”

Startup คืออะไร
Startup หรือถ้าพูดเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายๆ นั่นคือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา และปัจจุบันก็นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Facebook Google ก็ต้องผ่านการเป็น Startup มาก่อนแล้วทั้งนั้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าต้องมีทุนมากมายหรือไม่ถึงจะมาเป็น Startup ได้ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นค่ะ ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเทอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการของเราขึ้นไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้(ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิเช่น Amazon)ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทาง เว็บไซต์หรือ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน อย่างไรก็ตามอาศัยเงินทุนของตัวเองอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ โชคดีที่ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุน Startup มากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนก็มีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กรและนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตตั้งแต่ไอเดีย นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่ Startup นอกจากจะได้เงินทุนแล้ว เราจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้นนักลงทุนจะสนใจลงทุนในบริษัทเหล่านี้ด้วยการพิจารณาดูจากอัตราการเติบโตของบริษัท ประวัติการทำงาน ความเป็นไปได้ในการประสบความสำเร็จ ความสามารถในขยายให้เติบโตทำกำไรได้ การทำstartup ให้ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากแรงบันดาลใจ ที่ได้ทำในสิ่งที่คุณรักแล้ว Startup ที่จะเติบโตได้ในยุคนี้ต้องคิด, วางแผนธุรกิจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดระดับเอเชียได้ ไม่ใช่แค่เพียงตลาดไทยเพราะมีโอกาสในการเติบโตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นต้องหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยง และสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา ที่สำคัญกุญแจแรกที่จะไขประตูสู่เวทีโลกต้องไม่ลืมเรื่องการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษด้วยเช่นเดียวกัน

Tags: ,

 
-

เช็คตัวเองก่อนที่จะเข้าสู่ผู้ประกอบการธุรกิจ Startup

Posted by admin on Nov 17, 2014 in ธุรกิจ

การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่งานง่าย ไม่อย่างนั้นทุกคนก็คงจะประสบความสำเร็จกันหมด นอกจากการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ก็ยังต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และนี่คือสิ่งสำคัญ 5 อย่างที่คุณควรจะเช็คดีๆ ว่าตัวเองมีครบหรือยังก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของ startup

1. งบประมาณส่วนตัวที่ใช้ได้จริง

การเริ่มทำ startup คุณต้องจ่ายเงินให้คนอื่นก่อนที่จะจ่ายให้ตัวเอง ถ้าธุรกิจไม่มีเงินมาหล่อเลี้ยงในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ยังทำรายได้ไม่มากนัก (โดยทั่วไปแล้วก็จะใช้เวลาประมาณ 2 ปี กว่าจะอยู่ตัว) ก็มีโอกาสที่ธุรกิจจะพังได้ง่ายมาก เพราะ startup เล็กๆ ไม่มีเงินถุงเงินถังเหมือนธุรกิจเชนใหญ่ๆ ที่พูดกันถึงเงินหลักหลายล้าน

นั่นแปลว่าคุณจะต้องลดการใช้จ่ายส่วนตัวลงไปให้อยู่ในจำนวนที่น้อยที่สุดที่ทำให้ดำรงชีพอยู่ได้ เช่น จ่ายหนี้ให้หมด ใช้รถสาธารณะ เป็นต้น เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวน้อยที่สุด หรือใช้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

2. เงินในบัญชีธนาคาร

จำนวนเงินที่นอนนิ่งๆ ในบัญชีธนาคารควรจะมีพอให้นำมาใช้จ่ายในช่วงคับขันได้สัก 6 เดือนเป็นอย่างน้อย สำหรับคนที่ได้รับการสนับสนุนเรื่องเงินหรือมีงานประจำทำควบคู่ไปด้วยก็อาจจะไม่ต้องกังวลเรื่องนี้มากนัก

3. แผนการตลาด

startup หลายๆ แห่งเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทั้งที่ยังคิดไม่ออกว่าคนกลุ่มไหนบ้างที่จะมาเป็นลูกค้า หรือมีใครบ้างที่ต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งมันทำให้ธุรกิจตกอยู่ในความเสี่ยง

ดังนั้น อย่าลืมเตรียมงบไว้สำหรับทำการตลาด ในระยะแรกมันอาจจะไม่ต้องเป็นเงินก้อนใหญ่มากนักก็ได้ แต่มันต้องไม่ใช่ศูนย์ ถ้าอยากให้ธุรกิจเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย

4. กลยุทธ์การขาย

ทันทีที่ผู้คนรู้จักธุรกิจของคุณ หรือเริ่มสนใจอยากเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ คุณต้องมีกลยุทธ์ที่ว่าด้วยเรื่องวิธีปิดการขาย รวมไปถึงสร้างระบบที่รองรับการขาย เช่น วิธีแนะนำผลิตภัณฑ์ สัญญาซื้อขาย ข้อเสนอการขาย และอะไรก็ตามที่จะช่วยส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ไปอยู่ในมือของคนที่ยินดีจ่ายเพื่อมัน

เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยเห็นโฆษณาสินค้าหรืออาจจะเคยได้ยินคนรอบตัวพูดถึงสินค้าบางอย่างที่เร้าความสนใจของเรา แต่เมื่อลองไปค้นข้อมูลดูแล้วพบว่าหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ แบบนี้ก็ถือว่าเสียโอกาสทางการตลาดไปแบบเต็มๆ

5. ความอึด

คุณจะต้องทำงานหนักมากเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่มีคำว่าเสาร์อาทิตย์ และคุณคงจะไม่ตื่นเต้นกับ Friday night เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เพราะทั้ง 7 วันคือวันทำงาน ดังนั้น ถ้าคุณยังต้องรับมือกับปัญหาอื่นๆ (เช่น ครอบครัว) หรือยังไม่พร้อมที่จะโหมงานหนัก ก็อย่าเพิ่งเริ่มมันเลยดีกว่า

แน่นอนว่าการเริ่มทำธุรกิจต้องทำให้คุณไม่ค่อยว่าง เพราะต้องวุ่นวายกับการขยายธุรกิจ และการตลาด คุณจะต้องอุทิศตนและเสียสละ เช่น ทำงานรวดเดียว 12 ชั่วโมงต่อวัน หรือการนั่งซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประหว่างนั่งทำงานไปด้วยทุกวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ มันก็มีโอกาสที่ธุรกิจจะทำรายได้สูงขึ้น ความพยายามที่ทุ่มเทลงไปตั้งแต่ตอนเริ่มต้นจะให้ผลตอบแทนที่มีคุณค่าอย่างแน่นอน

Tags: ,

Copyright © 2015 การทำธุรกิจที่เจ้าของธุรกิจเป็นผู้เริ่มลงมือทำตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนขยายตัวให้ใหญ่ All rights reserved. Theme by Rankerz SEO Company